อย่าไว้ใจทาง อย่าวางใจคน

 

 เคยเป็นเหมือนกันหรือเปล่า….

 

ว่าเวลาที่เราทำความดี มีน้ำใจต่อผู้อื่น ทั้งต่อหน้าและลับหลัง มีเจตนาที่ดีให้เสมอมา แต่พอมาวันนึง เขากลับมองเราในแง่ลบ พูดจาให้ร้ายเราให้คนอื่นฟัง เมื่อเรามารับรู้แบบนั้น ความรู้สึกของเราเหมือนกับคนถูกโดนหักหลัง เราเชื่อว่าใครหลาย ๆ คนในที่นี้ก็อาจจะเคยพบเคยเจอกับตัวเองมาแล้วบ้าง ทั้งเมื่อก่อน ปัจจุบันนี้ หรืออาจจะต้องพบเจอในอนาคต เราทุกคนมีวิธีการแก้ไขปัญหาของแต่ละคนอาจจะไม่ได้เหมือนกัน วันนี้เราเลยอยากจะมาเล่าถึงประสบการณ์ตรงจากเหตุการณ์ที่เราเคยเจอมา เราอยากนำเรื่องนี้มาแชร์ให้ทุกคนได้รับรู้ เพื่อยืนยันว่าไม่ใช่มีแค่คุณคนเดียวที่เคยโดนหักหลัง

 ครั้งหนึ่งหลังชีวิตเรียนจบมหาวิทยาลัย เราเริ่มหางานทำเพื่อเลี้ยงตัวเองและพ่อแม่ พี่ น้อง จึงมีความคิดอยู่ในหัวเสมอว่า ต่อให้เป็นงานแบบไหน หนักหรือเบาเราก็ต้องสู้ จนในที่สุดเราได้งานทำ เมื่ออยู่ในสังคมหมู่มาก เราก็จะเจอคนหลายรูปแบบ เราต้องใช้ชีวิตอย่างระวังตัว ระวังคำพูด เหมือนกับว่า 100 คนก็ 100 ความคิด ก่อนอื่นเลยเราเป็นคนพูดจาตรงไปตรงมาแต่มีเหตุผลทุกครั้ง เมื่ออยู่ที่ทำงานเราจะไม่ค่อยพูด  เพราะเราไม่รู้ว่าใครคนไหนที่เราพูดกับเขาด้วยความสบายใจได้บ้าง หรือคำพูดของเราที่เขาอยากได้ยินจะเป็นแบบที่ตัวเราเป็นมั้ย เราเป็นคนที่ขี้สงสารหรือเห็นอกเห็นใจคนอื่นจนลืมตัวอยู่เสมอ เราชอบช่วยเหลือแม้ในวันที่เราจะไม่มีอะไรก็ตาม อาจเป็นเพราะเราถูกครอบครัวปลูกฝังมาตั้งแต่เด็ก ๆ 

           มาเข้าเนื้อเรื่องที่เราอยากจะเล่ากันเลยดีกว่า เราทำงานบริษัทแห่งหนึ่ง ซึ่งทางบริษัทมีบ้านพักให้พนักงาน เรามาทำงานกับแฟน การอยู่บ้านส่วนรวมก็เลยไม่มีปัญหา(ความคิดที่เข้ามาตอนแรกนะ) บ้านหลังนั้นมีพนักงานอาศัยอยู่ประมาณ  5-6 คน แรก ๆ เราไม่เคยคุยกับใครเลยในบ้านหลังนั้น ทำงานเสร็จกลับมาก็อาบน้ำเข้านอน แต่เมื่อเวลาผ่านไปนาน ๆ เข้า พนักงานที่พักอยู่บ้านหลังนั้นก็ทยอยออกไปจนเหลือแค่เรากับแฟน และมีพี่ผู้ชายอยู่คนหนึ่ง ในทุก ๆ วันเราเลิกงานกลับมาก็จะเห็นเขานั่งอยู่ข้างล่างบ้านเพียงคนเดียว จนวันนึงเราเริ่มรู้สึกสงสารเขา จึงชวนแฟนว่าพอเลิกงานแล้วกลับไปก็ชวนเขาคุย หรือเล่นเกมกับเราดีมั้ย แฟนเราก็เห็นด้วย ตั้งแต่วันนั้นเราก็ได้รู้จักกันมากขึ้น เพราะในหัวเราก็คิดแต่ว่า อยู่บ้านเดียวกันก็ต้องรักกันไว้ จนเมื่อเวลาผ่านไป เรื่องที่ไม่เคยคิดอยู่ในหัวมาก่อนก็เกิดขึ้น เราไม่รู้ว่าพักหลัง ๆ พี่คนนั้นเขาเป็นอะไร เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ เราเป็นคนถ้าไม่ชอบก็จะไม่ยุ่ง เราจึงตีตัวออกห่าง จนนานวันเข้าเขาก็เริ่มมีอาการรุนแรงมากขึ้น เริ่มเสียงดัง เริ่มหงุดหงิด เริ่มพูดจาเสียดสีว่าร้าย จนเรารู้สึกว่าเราทนไม่ไหวแล้ว เราอยากรู้แล้วว่าเขากำลังเป็นอะไร จึงได้ถามไปว่า เขาเป็นอะไร แต่ยังพูดไม่ทันจะจบประโยคก็ชี้หน้าด่าทอเราสารพัด เดินมาจนจะถึงตัวเรา แฟนเราจึงห้ามไว้ ตอนนั้นคือความรู้สึกชาไปหมด มันทั้งเสียความรู้สึก โกรธ เกลียด คิดอยู่ในหัวว่าเราทำผิดอะไร เราพูดอะไรไม่ออก แม้อยู่ต่อหน้าหัวหน้า กลับกลายเป็นเขาที่พูดไม่หยุด ต่อหน้าหัวหน้าพูดจาดี เป็นคนละคนกับที่เราเห็นมา ในหัวตอนนั้นเราคิดขึ้นมาว่า ถ้าเราย้อนเวลากลับไปได้ เราจะไม่ไปยุ่งกับเขาเลย 

          ดังนั้นเราเลยจบปัญหาด้วยการต่างคนต่างอยู่ อย่าได้มาขอโทษถ้าตั้งใจทำ เราควรให้โอกาสกับคนที่สมควรจะได้รับมันดีกว่าคนแบบนี้ มันเสียดายเวลา และมันไม่คุ้มที่จะไปเสวนาด้วย ไม่ว่าใครจะคิดแบบไหน คนเราเกิดมาจากครอบครัวที่ไม่เหมือนกัน การอบรมเลี้ยงดูที่ต่างกัน เพราะฉะนั้นอย่าได้ไปบอกคนอื่นว่ามันคือเรื่องแค่นิดเดียว ถ้ายังไม่ได้เจอด้วยตัวเอง ทุกคนมีสิทธิที่จะตัดสินใจหากมันทำให้เราพ้นจากทุกข์ เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า อย่าไว้ใจทาง อย่าวางใจคน จะจนใจเอง…